ธารน้ำแข็งเปริโต้ โมเรโน

ธารน้ำแข็งเปริโต้ โมเรโน ประเทศอาร์เจนตินา
Perito Moreno Glacier  ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติลอส กลาซิอาเรส ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของSanta Cruz ประเทศอาร์เจนตินา เป็นหนึ่งใน ธารน้ำแข็ง แห่ง Patagonia ที่นักท่องเที่ยวอยากไปเยือนมากที่สุด สวยมหัศจรรย์จน UNESCO ยกให้เป็น มรดกโลก ในปี ค.ศ. 1981

Perito Moreno Glacier มีขนาดความกว้าง 5 กิโลเมตร และสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 74 เมตร (240 ฟุต) จากระดับผิวน้ำ เป็น ธารน้ำแข็ง ที่มีการเติบโตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หลายพันปีก่อน พื้นที่อุทยานฯ แห่งนี้ ถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง ทั้งหมด แต่ด้วยอุณหภูมิที่อุ่นขึ้น จึงทำให้ก้อนน้ำแข็งละลาย และเหลืออยู่ให้เห็นในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวที่มาเยือน Perito Moreno Glacier ต่างใจจดจ่อรอชมและฟังเสียงก้อนน้ำแข็งยักษ์หล่นลงสู่ ทะเลสาบ Argentino

ทะเลเกลือฟ้าจรดฟ้า

ทะเลเกลือฟ้าจรดฟ้า ซาลาร์ เดอ อูยูนี ประเทศโบลิเวีย

ทะเลเกลือฟ้าจรดฟ้า ซาลาร์ เดอ อูยูนี ประเทศโบลิเวีย
ด้วยมนตร์เสน่ห์ของผลึกเกลือสีขาวอันกว้างใหญ่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10,582 ตารางกิโลเมตร ทำให้ ซาลาร์ เดอ อูยูนี กลายมาเป็นสถานที่ในฝันของนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลกที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาด ไม่ว่าจะในช่วงฤดูแล้งหรือฤดูฝน เพราะไม่ว่าจะในช่วงเวลาใดทะเลเกลือที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ก็ยังคงมีความงดงามชวนให้หลงใหลได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่งดงามที่สุด

เมื่อมีฝนตกจนเกิดผืนน้ำปกคลุมผลึกเกลือ เราจะได้พบกับภาพการสะท้อนอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างทิวทัศน์ที่เห็นอยู่เบื้องหน้ากับภาพสะท้อนจากผืนน้ำ จนเกิดเป็นคำกล่าวที่ว่า “ผืนฟ้าจรดผืนโลก อันงดงามชวนหยุดหายใจ”

จากคำถามที่หลายคนสงสัยว่าสถานที่สุดอัศจรรย์อย่าง ซาลาร์ เดอ อูยูนี นั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร สามารถอธิบายได้ว่าที่ราบสูงอัลติพลาโน (Altiplano) บนเทือกเขาแอนดีส ของโบลิเวียนั้น ไม่มีทางระบายน้ำออก ทำให้น้ำจากภูเขาที่อยู่ล้อมรอบไหลมารวมกันจนเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีความเค็มสูง อย่างไรก็ตาม ทะเลสาบขนาดใหญ่ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์นี้ได้ถูกแสงอาทิตย์ที่รุนแรงทำให้ระเหยไป ทิ้งไว้เพียงผลึกเกลือที่ค่อย ๆ ก่อตัวหนาขึ้น จนกลายมาเป็นทะเลเกลือในปัจจุบัน

หาดนาวาจิโอ

หาดนาวาจิโอ กับถ้ำสีน้ำเงิน ในเมืองซาคินโทส ประเทศกรีซ

หาดนาวาจิโอ (Navagio Beach)
“หาดนาวาจิโอ”(Navagio Beach) หรือ “ชิปเวร็ค บีช” (Shipwreck Beach) เป็นชายหาดบนอ่าวเล็กๆบนเกาะซาคีนโตส (Zakynthos) เกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของหมู่เกาะไอโอเนียน (Ionian Islands)

 

เป็นหนึ่งในชายหาดสีขาวสะอาดที่มีชื่อเสียงที่สุดและถูกถ่ายรูปมากที่สุดในกรีซ โดยบนชายหาดถูกล้อมรอบด้วยหน้าผาหินปูนสูงชัน ยังมีซากเรือแตกที่เป็นที่มาของชื่อหาดนั่นเอง ชายหาดแห่งนี้ยังเคยมีประวัติเป็นสถานที่ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี รวมถึงค้ามนุษย์มาก่อนในยุค 80 อีกด้วยสำหรับการเดินทางมายังหาดนั้น นักท่องเที่ยวสามารถมาถึงได้ทางเรือเท่านั้น

หมู่เกาะมัลดีฟส์

ทะเลแห่งดวงดาว บนเกาะวาดูห์ หมู่เกาะมัลดีฟส์

 

เกาะวาดูห์ (Vaadhoo Island)
มหัศจรรย์แห่งท้องทะเลยามค่ำคืน แสงสวยงามที่ระยิบระยับตามแนวชายหาดของ มัลดีฟส์ยามค่ำคืนอาจจะเหมือนเป็นแสงจากดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้า แต่ที่จริงแล้ว คือ จุลินทรีย์ทางทะเล หรือ แพลงก์ตอนพืชที่เรืองแสงอยู่ในน้ำนั่นเอง ทำให้เกิดแสงสีน้ำเงินสวยน่าตื่นตาตื่นใจตามชายหาด

แสงดังกล่าวนี้เกิดจาก แพลงตอนพืช และสัตว์ขนาดเล็ก ที่เรียกกว่า Bioluminescent Dinoflagellates กว่า 720,000 เซล ต่อน้ำหนึ่งแกลลอน ด้วยการที่แพลงตอนพืช Bioluminescent Dinoflagellates สะสมพลังงานจากแสงอาทิตย์เอาไว้ในตอนกลางวัน และจะปล่อยแสงสีน้ำเงินออกมาในตอนกลางคืน เมื่อมีการสั่นสะเทือนของน้ำ ดังนั้นเมือเราสัมผัสหรือทำให้เกิดความเคลื่อนไหวของน้ำ จะเกิดแสงสีฟ้าเขียวสวยงาม

โทรลทุงก้า

โทรลทุงก้า เมืองฮอร์ดาลันด์ ประเทศนอร์เวย์

โทรลทุงก้า (Trolltunga)
Trolltunga มีความหมายว่าลิ้นของโทรลล์ ด้วยความที่เป็นชะง่อนผาที่มีลักษณะคล้ายกับการแลบลิ้นออกมาจากภูเขาประมาณ 2,300 ฟุตลอยอยู่กลางอากาศแบบนี้นั่นเอง หากยอมปืนเขาที่สูงกว่า 700 เมตรนี้ได้ จะเห็นวิวที่คุ้มค่ากับที่ปืนขึ้นมาแน่นอน เพราะวิวของแม่น้ำ Ringedalsvatnet สวยอย่างกับภาพวาด แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินขึ้นเขาถึง 8-10 ชั่วโมงเลยทีเดียว ที่นี่สามารถมาเที่ยวได้ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ถึงกลางเดือนกันยายน

ชายหาดไวท์ฮาเว่น

หาดไวท์เฮเวน (Whitehaven Beach)
บนเกาะวิทซันเดย์ (Whitsunday Island) เป็นเกาะที่ได้รับการยอมรับว่ามีเม็ดทรายที่ขาวที่สุดในโลก

สำหรับหาดไวท์เฮเวน ตั้งอยู่บนเกาะวิทซันเดย์ ในรัฐควีนส์แลนด์ของประเทศออสเตรเลีย โดยมีความยาวประมาณ 7 กิโลเมตร การเข้าถึงชายหาดสามารถเดินทางไปถึงโดยเรือเท่านั้น และไม่มีที่พักบนหาดแห่งนี้เลยสักแห่งเดียว โดยชายหาดไวท์เฮเวนเป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงของเกาะ ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีเม็ดทรายที่ขาวที่สุดในโลก เนื่องจากเม็ดทรายบนหาดนั้นมีลักษณะเป็นผลึกซิลิการะยิบระยับถึง 98 เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้หาดดูมีสีขาวสะอาดตา แต่หินใกล้เคียงในท้องถิ่นกลับไม่พบแร่ซิลิกา จึงสันนิษฐานว่าแร่เหล่านี้ไหลมา ตามกระแสน้ำพัดพานับล้านปีแล้ว

 

นอกจากนี้ ทรายบนหาดแห่งนี้ไม่เหมือนกับหาดทรายทั่วไป เพราะเป็นทรายที่ไม่เก็บความร้อน ทำให้เราสามารถเดินเท้าเปล่าบนหาดได้อย่างสบาย อ๊ะ ๆ แต่ขอบอกว่าความแข็งของทรายสามารถทำความเสียหายกับกล้อง โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ได้นะ

 

และแน่นอนว่าชาวออสเตรเลียให้ความสำคัญเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อมและการอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นอย่างมาก ดังนั้น การมาท่องเที่ยวบนหาดไวท์เฮเวนจึงมีข้อจำกัดมากมาย เช่น ห้ามนำสุนัขเข้ามาในหาด ห้ามสูบบุหรี่ และที่สำคัญห้ามแอบตักทรายกลับไปด้วย มิฉะนั้น จะโดนค่าปรับสูงถึง 5 พันเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.4 แสนบาทเลยทีเดียว

อุโมงค์แห่งความรัก

อุโมงค์แห่งความรัก เมืองเคลฟวาน ประเทศยูเครน

“อุโมงค์แห่งความรัก” (Tunnel of Love)
คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของประเทศยูเครน เป็นอุโมงค์รถไฟที่สร้างขึ้นจากต้นไม้อย่างสวยงามตั้งอยู่ในเขตเมืองเคลเว่น (Klevan) เมืองเล็กๆในจังหวัดริฟเน (Rivne region) จังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของประเทศยูเครนนั่นเอง โดยอุโมงค์อยู่ห่างจากเมืองเคลเว่นประมาณ ประมาณ 25 กิโลเมตร

อุโมงค์แห่งความรักเมืองเคลเว่น ถือว่าเป็นหนึ่งในอุโมงค์รถไฟที่โรแมนติกที่สุดในโลก เป็นอุโมงค์รถไฟที่ทอดยาวคดเคี้ยวและมากไปด้วยความงดงาม ในอดีตเส้นทางรถไฟแห่งนี้ถูกใช้ในการขนส่งเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโรงถลุงเหล็กซึ่งเคยเฟื่องฟูเมื่อก่อนหน้านี้

ปัจจุบันอุโมงค์แห่งความรักได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักในพื้นที่ และยังเป็นที่นิยมในหมู่คนรัก หรือคนที่อยากสมปราถนาในเรื่องความรักก็จะเดินทางมาเยือนอุโมงค์แห่งนี้อีกด้วย เห็นบรยากาศแห่งความรักอันแสนงดงามแบบนี้แล้ว คนโสดทั้งหลายคงอยากมีความรักกับเขาบ้างแล้วใช่มั้ยคะ

ปราสาทนอยชวานชไตน์

ปราสาทนอยชวานชไตน์ (Neuschwanstein Castle)
ปราสาทสุดสวยของเยอรมนี ที่คุ้นตาคนทั่วโลกแม้ไม่เคยเดินทางไปเยือนถึงถิ่นเลยสักครั้ง เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ที่ค่ายหนังของดิสนีย์ เลือกใช้เป็นโลโก้ สวยงามจนต้องใจจนถูกใช้เป็นต้นแบบโลโก้ของค่ายการ์ตูนดังแบบนี้ งั้นต้องมาทำความรู้จักกับปราสาทนอยชวานชไตน์ให้มากขึ้นแล้วล่ะ

คอหนังการ์ตูนดิสนีย์คงจะคุ้นตาเป็นอย่างดีกับโลโก้ของ วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส ที่มีคำว่า Walt Disney Pictures และรูปปราสาทแสนสวยอยู่คู่กัน ซึ่งทางวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส ก็ได้มีการปรับโฉมโลโก้ของตัวเองมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในรูปของภาพสองมิติและสามมิติ แต่ปราสาทหลังงามนี้ก็ยังคงอยู่คู่โลโก้ของค่ายหนังการ์ตูนดังแห่งนี้เสมอมา และถ้าพิศดูให้ดีก็จะเห็นว่า มันมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับ “ปราสาทนอยชวานชไตน์” (Neuschwanstein Castle) ของประเทศเยอรมนีเหลือเกิน ซึ่งคุณคิดไม่ผิดหรอกค่ะ เพราะว่า วอลท์ ดิสนีย์ ผู้ก่อตั้งค่ายการ์ตูนในชื่อเดียวกับเขา ได้แรงบันดาลจากปราสาทนอยชวานชไตน์ในการออกแบบโลโก้ค่ายการ์ตูนของเขานั่นเอง นอกจากนี้มันยังเป็นต้นแบบของการสร้างปราสาทเจ้าหญิงนิทราที่สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ สหรัฐฯ และโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ที่ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงสวนสนุกแดนเนรมิต ในบ้านเราด้วยนะ ว่าแล้วก็น่าทำความรู้จักตัวปราสาทจริง ๆ ขึ้นมาเสียแล้วสิ งั้นอย่ารอช้า มาทำความรู้จัก ปราสาทนอยชวานชไตน์ ให้มากขึ้นกันเลย

ปราสาทนอยชวานชไตน์ ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ แถบแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ถูกสร้างขึ้นด้วยรับสั่งของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย ซึ่งเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งในนาม “แฟรี่เทล คิง” (Fairytale King) หรือ กษัตริย์แห่งเทพนิยาย ในศตวรรษที่ 19 พระองค์มีพระประสงค์ต้องการสร้างปราสาทที่งดงามตามที่ ริชาร์ด ว้ากเนอร์ นักประพันธ์ชื่อดังแห่งยุคและเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าลุดวิก ได้บรรยายเอาไว้ในนิยาย “อัศวินหงส์” (Swan Knight) ซึ่งได้กลายเป็นที่มาของการเรียกปราสาทแห่งนี้ในอีกชื่อหนึ่งว่า “ปราสาทหงส์” (Swan Castle) ด้วย

กล่าวได้ว่าความต้องการสร้างปราสาทนอยชวานชไตน์นั้น มาจากความหลงใหลในงานประพันธ์ที่ประณีตงดงามจากกวีเอกของท่านโดยแท้ เพราะในยุคบาวาเรีย ศตวรรษที่ 19 นั้น ไม่มีการสร้างปราสาทเพื่อจุดประสงค์เชิงการรบหรือป้องกันข้าศึกอีกต่อไป รูปโฉมทั้งภายนอกและภายในของปราสาทนอยชวานชไตน์จึงถูกสร้างและตกแต่งอย่างงดงามอลังการ ตัวปราสาทนั้นเริ่มต้นการสร้างในปี ค.ศ. 1869 และวางแผนให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วก็ไม่ทันตามกำหนด เนื่องจากพระประสงค์ที่ต้องการจัดสร้างและตกแต่ง แต่ละส่วนให้สวยงามสมบูรณ์แบบที่สุดนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ในที่สุดการสร้างปราสาทก็จบลงโดยปริยายเมื่อพระเจ้าลุดวิกสิ้นพระชนม์ลงกะทันหันในปี ค.ศ. 1886 ในขณะที่การสร้างและตกแต่งภายในเสร็จสมบูรณ์ไป 14 ห้องเท่านั้น และด้วยเหตุผลนี้ ห้องโถงใหญ่ที่แบ่งออกเป็นสองชั้นจึงไม่ได้ทำการสร้างบัลลังก์พระที่นั่งลงไปด้วยนั่นเอง

แม้จะสร้างยังไม่เสร็จสมบูรณ์แบบดี แต่ความสถาปัตยากรรมยุคกลางผสานสไตล์กอธิคแห่งนี้ก็งดงามต้องใจชาวเยอรมันและผู้คนทั่วโลก ซึ่งนอกจากตัวปราสาทที่งดงามแล้ว จุดที่ตั้งของนอยชวานชไตน์ยังโดดเด่นเป็นสง่า เมื่อมันตั้งตระหง่านอยู่ที่ยอดเขาสูง จึงสามารถมองเห็นวิวของหุบเขาโฮเฮ็นชวานเกาเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

ในปัจจุบัน ปราสาทนอยชวานชไตน์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมนี สามารถเรียกนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปเยี่ยมชมได้กว่า 61 ล้านคนแล้ว โดยเฉลี่ยนักท่องเที่ยวราว 1.3 ล้านคนต่อปี และยิ่งมากถึง 6,000 คนต่อวัน ในช่วงฤดูร้อนซึ่งมีอากาศแจ่มใส

 

วิหารเซนต์เบซิล

วิหารเซนต์เบซิล ประเทศรัสเซีย (Saint Basil’s Cathedral, Russia)
มหาวิหารเซนต์บาซิล เป็นอาสนวิหารของศาสนจักรออร์โธดอกซ์รัสเซีย ตั้งอยู่ที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย สร้างโดยซาร์อีวานที่ 4 หรือซาร์อีวานผู้โหดร้าย เพื่อฉลองชัยชนะเหนือพวกมองโกลที่กรีธาทัพมาเมืองคาซาน เมื่อปี ค.ศ. 1552 ผลจากชัยชนะครั้งนี้ทำให้รัสเซียสามารถรวมชาติได้เป็นปึกแผ่น จึงสร้างมหาวิหารแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1555

มหาวิหารเซนต์บาซิลมีรูปทรงที่ไม่เหมือนโบสถ์อื่น คือมีโดม 8 โดมล้อมรอบโดมที่ 9 ที่อยู่ตรงกลาง ทำให้อาคารมีรูปทรงแปดเหลี่ยม ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบรัสเซียโบราณ อันได้รับอิทธิพลมาจากไบแซนไทน์ที่เป็นโดมทรงหัวหอมกับสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ารัสเซียนกอธิก หอคอยสูงรูปกระโจมเป็นอิทธิพลจากยุโรปตะวันตก ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงกลายเป็นหอคอยสูงรูปแท่งเทียนกำลังลุกไหม้บนปลายลำเทียน ส่งความโชติช่วงชัชวาลย์เป็นเครื่องบูชาเทพเจ้าบนสวรรค์

มหาวิหารนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชื่อปอสต์นิค ยาคอฟเลฟ (Postnik Yakovlev) และด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมจึงทำให้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่า ซาร์อีวานที่ 4 ทรงพอพระทัยในความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้มาก จึงมีคำสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่สถาปนิกผู้ออกแบบด้วยการควักดวงตาทั้งสอง เพื่อไม่ให้สถาปนิกผู้นั้นสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามกว่านี้ได้อีก การกระทำในครั้งนั้นของพระเจ้าอีวานที่ 4 จึงเป็นที่มาของสมญานามอีวานผู้โหดร้าย (Ivan The Terrible)

บริเวณใกล้กันกับมหาวิหารเซนต์เบซิลขนาบข้างด้วยกำแพงเครมลินเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานเลนินหรือสุสานเลนิน ซึ่งเก็บรักษาร่างของวลาดีมีร์ เลนิน ผู้นำคนสำคัญของคอมมิวนิสต์ และเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปเคารพศพได้